
ภาพประกอบ: สร้างด้วย AI
Siam Delivery — ขนส่ง
ส่งของไปต่างประเทศแล้วลูกค้าโวยว่าโดนเรียกเก็บภาษีเพิ่มทั้งที่จ่ายค่าส่งไปแล้ว เป็นปัญหาที่ร้านค้าออนไลน์เจอบ่อยมาก และสาเหตุหลักมักมาจากการไม่เข้าใจว่า DDP กับ DAP คืออะไร กันแน่ บทความนี้จะอธิบายให้เห็นภาพชัดว่าใครต้องรับผิดชอบค่าขนส่ง พิธีการศุลกากร และภาษีนำเข้าในแต่ละแบบ พร้อมตัวอย่างสมมติให้เห็นตัวเลขจริง เพื่อให้เลือกเงื่อนไขที่เหมาะกับธุรกิจได้ถูกต้องตั้งแต่ต้น
DDP กับ DAP คืออะไรอัปเดต 6 พ.ย. 2569
DDP ใครจ่ายภาษีนำเข้า ?
DDP (Delivered Duty Paid) คือเงื่อนไขที่ ผู้ขาย รับผิดชอบทั้งค่าขนส่ง พิธีการนำเข้า และภาษีนำเข้าจนถึงมือผู้ซื้อ ตามหลัก Incoterms 2020 ผู้ซื้อไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มตอนรับพัสดุ เพราะทุกอย่างรวมอยู่ในราคาที่ตกลงกันไว้แล้วครับ
เมื่อเลือกส่งแบบ DDP ผู้ขายมีหน้าที่จัดการแทบทุกอย่างจนสินค้าถึงมือผู้ซื้อ ตาม Incoterms 2020
ข้อดีของ DDP คือผู้ซื้อได้ประสบการณ์ที่ราบรื่น ไม่ต้องยุ่งกับเอกสารศุลกากรเอง เหมาะกับร้านค้าออนไลน์ที่อยากสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าต่างประเทศ
ทิป ก่อนเสนอ DDP ให้ลูกค้า ต้องเช็กพิกัดศุลกากรและอัตราภาษีของประเทศปลายทางก่อนเสมอ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ พิกัดศุลกากรคืออะไร เสียภาษีนำเข้าเท่าไหร่
สมมติว่าคุณเปิดร้านขายของแต่งบ้านออนไลน์ แล้วอยากให้ลูกค้าในต่างประเทศจ่ายเงินครั้งเดียวจบ DDP คือคำตอบที่ตรงโจทย์ที่สุดครับ
DAP ทำไมผู้รับจ่ายภาษี ?
DAP (Delivered at Place) คือเงื่อนไขที่ ผู้ขาย ส่งสินค้าถึงสถานที่ปลายทางที่ตกลงกันเท่านั้น ส่วนพิธีการนำเข้าและภาษี ผู้ซื้อต้องจัดการและจ่ายเองก่อนรับของ ทำให้บางครั้งพัสดุถูกกักไว้จนกว่าจะชำระภาษีให้เรียบร้อยครับ

ภาพประกอบ: สร้างด้วย AI
DAP หมายความว่าผู้ขายรับผิดชอบแค่ขนส่งไปจนถึงจุดที่ตกลงกัน เช่น หน้าบ้านหรือคลังสินค้าปลายทาง
ปัญหาที่พบบ่อยคือผู้ซื้อไม่รู้ตัวมาก่อนว่าต้องจ่ายภาษี พอพัสดุถึงประเทศปลายทางแล้วถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม ก็รู้สึกว่าโดนหลอกทั้งที่จริงๆเป็นไปตามเงื่อนไข DAP
ข้อควรระวัง ถ้าขายแบบ DAP ต้องแจ้งลูกค้าล่วงหน้าเสมอว่าอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มตอนรับของ ไม่งั้นลูกค้าจะรู้สึกไม่พอใจทันที
DDP vs DAP ต่างกันไหม ?
DDP กับ DAP คืออะไร ต่างกันตรงที่ ผู้รับผิดชอบภาษีนำเข้า DDP ผู้ขายจ่ายภาษีและพิธีการให้ครบ ส่วน DAP ผู้ซื้อต้องจ่ายเองก่อนรับสินค้า ทั้งสองแบบผู้ขายดูแลค่าขนส่งเหมือนกัน แต่จุดโอนความเสี่ยงต่างกันเล็กน้อยครับ
ทั้ง DDP และ DAP ผู้ขายรับผิดชอบค่าขนส่งจนถึงปลายทางเหมือนกัน แต่ความต่างอยู่ที่ขั้นตอนหลังจากนั้น
พูดง่าย ๆ คือ DDP เหมาะกับร้านที่อยากให้ลูกค้าสบายใจ ส่วน DAP เหมาะกับร้านที่อยากคุมต้นทุนตัวเองให้ต่ำ
เลือกเงื่อนไขผิด อาจทำให้ลูกค้าหนีไปซื้อร้านอื่นที่จ่ายง่ายกว่าได้เลยครับ
ตัวอย่างจริงเทียบยังไง ?
สมมติร้านเสื้อผ้าไทยขายให้ลูกค้าสหรัฐฯ มูลค่าสินค้า 3,000 บาท ค่าขนส่ง 500 บาท และภาษีนำเข้าสมมติ 300 บาท ถ้าใช้ DDP ร้านจ่ายภาษีให้ล่วงหน้า ลูกค้ารับของครบไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ถ้าใช้ DAP ลูกค้าต้องจ่าย 300 บาทนี้เองตอนพัสดุถึงศุลกากรก่อนรับของ ตัวเลขทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่างแสดงวิธีคิด ไม่ใช่อัตราภาษีจริงครับ

ภาพประกอบ: สร้างด้วย AI
สมมติร้าน "ABC Shop" ขายเสื้อผ้าให้ลูกค้าในสหรัฐฯ มูลค่าสินค้า 3,000 บาท ค่าขนส่ง 500 บาท และภาษีนำเข้าสมมติ 300 บาท (ตัวเลขเพื่อแสดงวิธีคิดเท่านั้น ไม่ใช่อัตราจริง)
TIPS ถ้าร้านไม่แจ้งลูกค้าล่วงหน้าว่าเป็นแบบ DAP ลูกค้าอาจตกใจเมื่อถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มตอนรับของ ควรบอกไว้ในหน้าสั่งซื้อให้ชัดเจนครับ
ร้านค้าควรเลือกอะไรดี ?
ร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็กที่เพิ่งเริ่มส่งออก เหมาะกับ DAP เพราะต้นทุนต่ำกว่าไม่ต้องสำรองเงินจ่ายภาษีล่วงหน้า ส่วนร้านที่อยากสร้างความประทับใจและรักษาฐานลูกค้าประจำควรเลือก DDP แม้ต้องคำนวณต้นทุนภาษีเผื่อไว้ในราคาสินค้าตั้งแต่ต้น ทั้งสองแบบมีจุดแลกเปลี่ยนที่ต่างกันชัดเจนครับ
ร้านค้าออนไลน์ที่เพิ่งเริ่มส่งออกและอยากควบคุมต้นทุนให้แน่นอน มักเลือก DAP เพราะไม่ต้องสำรองเงินจ่ายภาษีปลายทางล่วงหน้า
แต่ข้อเสียคือลูกค้าอาจรู้สึกแย่เมื่อถูกเรียกเก็บเงินเพิ่มกะทันหัน บางรายถึงขั้นปฏิเสธรับพัสดุ
ส่วน DDP เหมาะกับร้านที่เน้นสร้างประสบการณ์ลูกค้าระดับพรีเมียม ลูกค้าจ่ายครั้งเดียวจบ ไม่ต้องยุ่งกับศุลกากรเอง
ข้อควรระวังคือร้านต้องคำนวณภาษีแต่ละประเทศให้แม่น ไม่งั้นอาจขาดทุนจากค่าใช้จ่ายที่ประเมินผิดพลาด
เข้าใจผิดเรื่องไหนบ่อยสุด ?
Incoterms อย่าง DDP กับ DAP คืออะไร เป็นข้อตกลงระหว่างผู้ซื้อผู้ขายเท่านั้น ส่วนบริษัทขนส่งอาจตั้งชื่อบริการเก็บภาษีปลายทางต่างออกไป ร้านค้าจึงต้องเช็กให้ชัดว่าบริการที่ใช้ตรงกับเงื่อนไขที่ตกลงกับลูกค้าจริงหรือไม่ ก่อนสัญญาว่ารองรับทุกประเทศโดยไม่มีการยืนยันครับ

ภาพประกอบ: สร้างด้วย AI
Incoterms อย่าง DDP กับ DAP คืออะไร เป็นข้อตกลงทางกฎหมายระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย แต่บริษัทขนส่งแต่ละเจ้าอาจตั้งชื่อบริการเรียกเก็บภาษีปลายทางแตกต่างกันไป
ร้านค้าจึงต้องสอบถามให้ชัดว่าบริการที่เลือกใช้ครอบคลุมพิธีการนำเข้าจริงหรือไม่ ก่อนสัญญากับลูกค้าว่าเป็น DDP
ข้อควรระวังสำคัญคือ DDP ไม่ได้แปลว่าผู้ขายทำพิธีการนำเข้าได้เองในทุกประเทศโดยอัตโนมัติ บางประเทศกำหนดให้ต้องมีตัวแทนนำเข้าท้องถิ่นเท่านั้น
ส่วน DAP ก็ไม่ได้แปลว่าทุกพัสดุต้องเสียภาษีเสมอไป เพราะบางประเทศมีเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำที่ได้รับการยกเว้นภาษี
อ่านต่อ
เช็กลิสต์
| รายการ | DDP (Delivered Duty Paid) | DAP (Delivered at Place) |
|---|---|---|
| ค่าขนส่งถึงปลายทาง | ผู้ขายรับผิดชอบทั้งหมด | ผู้ขายรับผิดชอบทั้งหมด |
| พิธีการนำเข้า | ผู้ขายดำเนินการให้ | ผู้ซื้อต้องดำเนินการเอง |
| อากรและภาษีนำเข้า | ผู้ขายจ่ายล่วงหน้า ผู้ซื้อไม่ต้องจ่ายเพิ่ม | ผู้ซื้อจ่ายเองก่อนรับสินค้า |
| จุดโอนความเสี่ยงสินค้า | โอนเมื่อสินค้าถึงปลายทางและเคลียร์ภาษีเรียบร้อย | โอนเมื่อสินค้าถึงสถานที่ปลายทางที่ตกลงกัน ก่อนเคลียร์ภาษี |
| เหมาะกับร้านค้าแบบไหน | ร้านที่อยากให้ลูกค้าได้รับของแบบไม่ต้องจ่ายเพิ่ม | ร้านที่ต้องการควบคุมต้นทุนให้ต่ำในช่วงเริ่มต้น |
FAQ
ไม่มีแบบไหนดีกว่าแบบตายตัว ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของร้านค้า ถ้าอยากให้ลูกค้าปลายทางรับของโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เลือก DDP แต่ต้องคำนวณต้นทุนภาษีเผื่อไว้ล่วงหน้า ถ้าต้องการควบคุมต้นทุนร้านให้ต่ำและยอมให้ลูกค้าจ่ายภาษีเอง เลือก DAP เหมาะกับร้านที่เพิ่งเริ่มส่งออกครับ
ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับกฎและมูลค่าขั้นต่ำที่ประเทศปลายทางกำหนด บางประเทศมีเกณฑ์มูลค่าสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า ถ้าสินค้ามีมูลค่าต่ำกว่าเกณฑ์นั้นก็อาจไม่ถูกเรียกเก็บ ควรตรวจสอบเงื่อนไขของประเทศปลายทางก่อนส่งทุกครั้งครับ
โดยหลักการ DDP ครอบคลุมภาษีนำเข้าและอากรที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้า ซึ่งอาจรวมถึง VAT ปลายทางด้วย แต่รายละเอียดว่าครอบคลุมภาษีประเภทใดบ้างขึ้นอยู่กับข้อตกลงที่ระบุไว้ชัดเจนระหว่างผู้ซื้อผู้ขาย ควรระบุในสัญญาหรือใบสั่งซื้อให้ชัดเจนก่อนส่งของครับ
DDU (Delivered Duty Unpaid) เป็นคำที่เคยใช้ใน Incoterms ฉบับก่อนหน้า มีความหมายใกล้เคียงกับ DAP ในปัจจุบัน คือผู้ขายส่งถึงปลายทางแต่ไม่รวมภาษี ปัจจุบัน Incoterms 2020 ใช้คำว่า DAP แทน DDU แล้ว หากเจอคำว่า DDU ในเอกสารเก่าให้เข้าใจว่าหมายถึงเงื่อนไขแบบเดียวกับ DAP ครับ
เปลี่ยนได้ถ้าทั้งสองฝ่ายตกลงกันใหม่ก่อนส่งสินค้า เพราะ Incoterms เป็นเงื่อนไขที่ผู้ซื้อผู้ขายกำหนดร่วมกันเอง ไม่ใช่กฎตายตัว ควรแจ้งการเปลี่ยนแปลงให้ชัดเจนในเอกสารขนส่งและแจ้งลูกค้าล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดเรื่องค่าใช้จ่ายตอนรับสินค้าครับ
บทสรุป
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าสินค้าของคุณควรส่งแบบ DDP หรือ DAP ลองแจ้งประเทศปลายทาง ประเภทสินค้า มูลค่าสินค้า และรายละเอียดพัสดุให้ทีม SXD Express ช่วยตรวจสอบเงื่อนไขเบื้องต้นก่อนส่งครับ
สรุปแล้ว DDP กับ DAP คืออะไรก็ตอบได้ง่าย ๆ ว่าเป็นเงื่อนไขตาม Incoterms 2020 ที่กำหนดว่าใครจ่ายภาษีนำเข้าและดูแลพิธีการศุลกากร DDP ผู้ขายจ่ายให้ครบจบที่เดียว ส่วน DAP ผู้ซื้อต้องจัดการภาษีเองก่อนรับของ ความแตกต่างนี้ส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ลูกค้าปลายทางและต้นทุนที่ร้านค้าต้องวางแผนล่วงหน้า ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน สิ่งสำคัญคือต้องแจ้งเงื่อนไขให้ลูกค้าทราบชัดเจนตั้งแต่ต้น และตรวจสอบกฎของประเทศปลายทางก่อนส่งทุกครั้ง เพราะแต่ละประเทศมีเกณฑ์ภาษีและข้อจำกัดไม่เหมือนกัน การเลือกเงื่อนไขที่เหมาะกับธุรกิจจะช่วยลดปัญหาพัสดุค้างศุลกากรและความไม่พอใจของลูกค้าได้มากครับ